วันที่นำเข้าข้อมูล 27 ต.ค. 2566
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 9 ม.ค. 2569
สหประชาชาติกับประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์
รัฐสมาชิกสหประชาชาติต่างให้ความสำคัญกับประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์ เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ถูกนำมาใช้ในการทำสงครามไซเบอร์ หรือโจมตีทางไซเบอร์ที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและต่อประชาชน ในเวทีสหประชาชาติ จึงมีการหารือในกรอบการประชุมต่างๆ เกี่ยวกับความมั่นคงทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของ Cyber Security ที่เป็นความมั่นคงทางไซเบอร์สำหรับรัฐสมาชิก และ Cybercrime ที่พิจารณาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในมิติของอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรวมถึงประชาชนทั่วไป
การประชุมและกลไกด้านไซเบอร์
การประชุม Open - Ended Working Group (OEWG) on Security of and the Uses of Information and Communication Technologies
กรอบการประชุม Open - Ended Working Group (OEWG) on Security and the Uses of Information and Communication Technologies (2021-2025) จัดตั้งขึ้นตามข้อมติสมัชชาสหประชาชาติที่ 75/240 เพื่อให้รัฐสมาชิกหารือประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์ระหว่างกัน โดยมีอาณัติ 5 ปี และมีหัวข้อการประชุมย่อย 6 ประเด็น
ที่ผ่านมา OEWG ประชุมด้านสารัตถะ (substantive session) 11 ครั้ง ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก โดยมีผลสำเร็จสำคัญในการจัดตั้ง Global Points of Contact (PoC) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานระหว่างรัฐ กรณีเกิดเหตุการณ์ความมั่นคงทางไซเบอร์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 โดยในส่วนของไทย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมเป็น PoC
กลไกด้านไซเบอร์ Global Mechanism on Developments in the Field of ICTs in the Context of International Security and Advancing Responsible State Behavior in the Use of ICTs
ภายหลังการประชุมเจรจาระหว่างรัฐสมาชิกสหประชาชาติหลายรอบในช่วงปี พ.ศ. 2564-2568 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ไทยและรัฐสมาชิกสหประชาชาติอื่น ๆ ร่วมรับรองการจัดตั้งกลไกถาวรใหม่ด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ภายใต้กรอบสหประชาชาติ (Global mechanism on developments in the field of ICTs in the context of international security and advancing responsible State behavior in the use of ICTs) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการประชุม Substantive Session ครั้งที่ 11 ของการประชุม Open - ended Working Group (OEWG) on security of and in the use of informational and communications technologies (2021-2025) ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 7-11 กรกฎาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก
การจัดตั้งกลไกถาวรใหม่นี้ถือเป็นครั้งแรกที่สหประชาชาติมีกลไกถาวรเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยกลไกดังกล่าวมีหน้าที่เสริมสร้างขีดความสามารถของรัฐ พัฒนาและใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงส่งเสริมการหารือเรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์ บรรทัดฐานพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบของรัฐ และการปรับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในมิติไซเบอร์
ที่ผ่านมา ไทยมีผู้แทนเข้าร่วมในทุกการประชุมของ OEWG ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และกระทรวงกลาโหม กลไกถาวรใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาในการเสริมสร้างขีดความสามารถเพื่อรับมือต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์
อนุสัญญาด้านไซเบอร์ภายใต้กรอบ UN
กระบวนการเจรจาจัดทำร่างอนุสัญญาด้านไซเบอร์ ภายใต้ชื่อ Comprehensive International Convention on Countering the Use of Information and Communications Technologies for Criminal Purposes
ตั้งแต่ปี 2562 คณะผู้แทนไทย ร่วมโดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการเจรจาร่างอนุสัญญาฯ ภายใต้กรอบคณะกรรมการระหว่างรัฐเฉพาะกิจ เพื่อจัดทำอนุสัญญาระหว่างประเทศอย่างครอบคลุมว่าด้วยการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่อวัตถุประสงค์ทางอาชญากรรมในกรอบสหประชาชาติ (United Nations Ad Hoc Commitee to Elaborate a Comprehensive International Convention on Countering the Use of Information and Communications Technologies for Criminal Purposes) อย่างต่อเนื่อง
ในกรอบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับร่างอนุสัญญาฯ นี้ กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
อนุสัญญา United Nations Convention against Cybercrime
ผลจากการทำงานร่วมกันของประเทศสมาชิกสหประชาชาติในการเจรจาร่างอนุสัญญาในข้างต้น ส่งผลให้เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly : UNGA) สมัยที่ 79 ได้รับรองข้อมติที่ 79/243 ซึ่งประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศได้ให้การรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) ภายหลังการเจรจาจัดทำร่างอนุสัญญาฯ มาอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ จึงถือเป็นอนุสัญญาฉบับแรกของสหประชาชาติ ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ประเทศสมาชิกมีกลไกทางกฎหมายในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบรวดเร็ว รุนแรงและกระจายไปในวงกว้าง โดยอนุสัญญาดังกล่าวเป็นโอกาสให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมในการส่งเสริมความมั่นคงทางไซเบอร์ ปกป้องคุ้มครองและป้องกันการจารกรรมทางไซเบอร์
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อศึกษาพันธกรณีและเตรี่ยมความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานต่างๆ รวมทั้ง ผู้แทนกรมองค์การระหว่างประเทศ และผู้แทนกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
กระบวนการที่เกี่ยวข้องในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ได้แก่ ขั้นตอนการลงนามอนุสัญญาฯ และการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ โดยเมื่อประเทศไทยมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคี ซึ่งรวมถึงการมีกฎหมายภายในประเทศที่จะรองรับพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯ และรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบอนุสัญญาฯ แล้ว กระทรวงดิจิทัลฯ จะแจ้งกระทรวงการต่างประเทศเพื่อจัดทำสัตยาบันสารในการแสดงเจตนา เพื่อให้อนุสัญญาฯ มีผลผูกพันต่อไทย เพื่อยื่นแก่เลขาธิการสหประชาชาติต่อไป
ในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ได้นำคณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีการลงนามอนุสัญญาต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime: Strengthening international cooperation for combating certain crimes committed by means of information and communications technology systems and for the sharing of evidence in electronic form of serious crimes) และการประชุมระดับสูง จัดโดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) และรัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ National Convention Center กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ร่วมลงนามในอนุสัญญาฯ และกล่าวถ้อยแถลงแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นวาระสำคัญของชาติ และแสดงความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับทุกประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งส่งผลกระทบทั่วโลก
ปัจจุบัน มีประเทศร่วม ลงนาม อนุสัญญาฯ จำนวน 71 ประเทศ และสหภาพยุโรป โดยประเทศในอาเซียนที่ร่วมลงนามได้แก่ ไทย บรูไน กัมพูชา สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม (สถานะ ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2568) และประเทศสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ร่วมลงนามได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหราชอาณาจักร สำหรับสหภาพยุโรป เป็นการลงนามในนามรัฐสมาชิก 27 ประเทศ โดยแต่ละประเทศจะลงนามแยกรายประเทศด้วย ทั้งนี้ อนุสัญญาฯ จะมีผลบังคับใช้เมื่อมีรัฐสมาชิก ให้สัตยาบัน ครบ 40 ประเทศ
อนุสัญญาฯ จะเป็นตราสารระหว่างประเทศฉบับแรกในกรอบสหประชาชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ และมีสาระสำคัญครอบคลุมอาชญากรรมไซเบอร์ การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก และการเผยแพร่ภาพส่วนบุคคลทางออนไลน์โดยไม่ได้รับความยินยอม โดยกำหนดฐานความผิดระบุเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลของรัฐภาคี และให้รัฐภาคีกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการเก็บรักษาข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ การเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง การดักข้อมูล การอายัด การยึดและการริบทรัพย์จากอาชญากรรม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมาย และกำหนดให้รัฐภาคีร่วมมือและให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคต่อกันในเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ และอาชญากรรมร้ายแรงอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหา
การเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ จะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ที่มรแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินคดีและการบังคับใช้กฏหมายของไทย โดยเฉพาะในการรวบรวมหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเก็บรักษาในฐานข้อมูลในต่างประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง (โปรด click เพื่อศึกษาเพิ่มเติม)
การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต
วันทำการ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.
(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)